Home สุขภาพ รวม 10 สัตว์สุดแปลกที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเลี้ยงเชิงเศรษฐกิจ กำลังได้รับความนิยม และเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งใน และนอกประเทศ

รวม 10 สัตว์สุดแปลกที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเลี้ยงเชิงเศรษฐกิจ กำลังได้รับความนิยม และเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งใน และนอกประเทศ

183

สัตว์เศรษฐกิจ หมายถึง สัตว์เลี้ยงที่มีคุณค่าและมีปริมาณมากพอที่จะนำมาใช้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจ ตัวอย่างสัตว์เศรษฐกิจที่นิยมเลี้ยงแพร่หลาย เช่น โค กระบือ ไก่ สุกร เป็นต้น

แต่ปัจจุบันมีการพัฒนาสัตว์เศรษฐกิจใหม่ขึ้นอีกหลายชนิดทั้งจากการนำสัตว์ป่ามาเลี้ยงในเชิงพาณิชย์ เช่น หมูป่า และการนำเข้ามาจากต่างประเทศ เช่น นกกระจอกเทศ และมีอีกหลายชนิด

สำหรับวันนี้เราได้รวบรวม “10 สัตว์สุดแปลกที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเลี้ยงเชิงเศรษฐกิจ” กำลังได้รับความนิยม และเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งใน และนอกประเทศ บางชนิดคุณอาจจะคาดไม่ถึงก็เป็นได้ว่ามันสามารถทำรายได้ได้มากขนาดนั้นเชียวหรือ มีอะไรบ้างไปชมกันเลยครับ

1. แมงป่องช้าง

แมงป่องช้างเป็นที่ต้องการอย่างมากในประเทศจีนและเวียดนาม ปัจจุบันมีความต้องการของลูกค้ามีมากกว่า 5,000 ตัว/เดือน ปรุงเป็นเมนูเด็ดได้หลากหลาย พร้อมทั้งมีสรรพคุณทางยาช่วยขยายหลอดเลือด ป้องกันอาการอัมพฤกษ์ อัมพาต ปัจจุบันมีลูกค้าสั่งซื้อประจำ ทั้งจากจีน และเวียดนาม มาติดต่อซื้อในราคาตัวละ 50 บาท กันเลยทีเดียว

2. ด้วงสาคู

“ด้วงสาคู” จัดว่าเป็นสัตว์เศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่ง ที่มีผู้เพาะเลี้ยงเพื่อการพาณิชย์เป็นจำนวนมาก มีทั้งยึดเป็นอาชีพหลัก และอาชีพเสริม เนื่องจากด้วงสาคู หรือแมงหวังนั้น จำหน่ายในราคาสูง อยู่ที่กิโลกรัมละ 250-300 บาท สร้างเม็ดเงินให้แก่ผู้เพาะเลี้ยงได้เป็นอย่างดี จนบางรายจากที่เลี้ยงเป็นอาชีพเสริมก็ยึดเป็นอาชีพหลัก

3. กุ้งฝอย

กุ้งมีหลายสายพันธ์ุ และทุก ๆ สายพันธ์ุล้วนแล้วแต่สร้างรายได้อย่างมากมาย กุ้งฝอย เป็นกุ้งที่เลี้ยงง่ายที่สุดในบรรดากุ้งในแต่ละสายพันธ์ุ ต้นทุนในการเลี้ยงก็ถูกกว่ากุ้งชนิดอื่นมาก แต่ว่ารายได้ที่ได้รับไม่แพ้บรรดากุ้งชนิดอื่นเลย แถมยังเลี้ยงง่าย ขยายพันธ์ุไวอีกต่างหาก ที่สำคัญเป็นที่ต้องการทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง ราคาของกุ้งฝอย ไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมล่ะ 200-400 บาท ถือว่าเป็นอาชีพที่น่าสนใจอาชีพหนึ่ง

4. มดแดง

ปัจจุบันมดแดงจัดเป็นแมลงเศรษฐกิจตัวใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูง เนื่องจาก ตลาดมีความต้องการไข่มดแดงมากขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีราคาค่อนข้างสูง กิโลกรัมละ 200-400 บาท ขึ้นอยู่กับปริมาณไข่มดแดงที่ออกสู่ทองตลาด โดยชาวบ้านจะต้องหารังมดตามป่าในช่วงฤดูแล้ง ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม การเลี้ยงมดแดงให้ได้ผลผลิตสูงดูเหมือนไม่ยุ่งยาก เพียงแต่คอยให้อาหารและน้ำก็พอแล้ว แต่ในสภาพความเป็นจริงยังมีขั้นตอนต่าง ๆ อีกหลายประการที่ผู้เลี้ยงมดแดงต้องทำความเข้าใจ เกี่ยวกับชีวิตมดแดงถึงจะประสบความสำเร็จได้

5. ไส้เดือน

ในปัจจุบันนี้สิ่งสำคัญในการทำการเกษตรก็คือ ปุ๋ย ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ดินที่ใช้ในการเพาะปลูกมีธาตุอาหารที่พืชต้องการ เพื่อการเจริญเติบโตของพืชที่ปลูกแต่ในปัจจุบันปุ๋ยที่มีขายอยู่ในท้องตลาดมีราคาแพง ทำให้ต้นทุนในการผลิตและในการทำการเกษตรสูงขึ้นตามไปด้วย จึงมีการส่งเสริมให้มีการเลี้ยง ไส้เดือน เพื่อเป็นรายได้เสริม และขายปุ๋ยมูลไส้เดือนป้อนเข้าสู่ตลาด เพื่อมาทดแทนปุ๋ยเคมีที่มีราคาสูง ราคาตัวไส้เดือนอยู่ที่ กก. ละ 600-800 บาท ส่วนปุ๋ยมูลไส้เดือน อยู่ที่ กก. ละ 80-150 บาท

6. หนูนา

“หนู” เป็นสัตว์ศัตรูพืชที่สำคัญ เพราะสามารถกัดแทะทำลายพืชผลทางการเกษตรให้เกิดความเสียหายเป็นอย่างมาก ขณะเดียวกันหนูนั้นเป็นอาหารโปรตีนชั้นดี จึงมีเกษตรกรหัวใสได้ใช้ภูมิปัญญาในการจับหนูและเลี้ยงหนู ทำรายได้เลี้ยงครอบครัวได้อย่างสบาย ใช้เวลาเลี้ยงแค่ 4 เดือน จะได้น้ำหนักประมาณ 5 ขีด ก็มีคนซื้อไปประกอบอาหารตัวละ 100-130 บาท หากชำแหละไปจำหน่ายที่ตลาดตัวละ 160-180 บาท อีกส่วนหนูอายุ 6 – 7 เดือน ก็จำหน่ายเป็นพ่อแม่พันธุ์ได้คู่ละ 500 บาท ทำเงินเฉลี่ยเดือนละกว่า 10,000 บาท โดยเฉพาะหน้าแล้งคนนิยมรับประทาน จนเพาะไม่ทันกับความต้องการ

7. ปูนา

ปัจจุบันก็มีชาวบ้านหรือเกษตรกรที่มีพื้นที่ได้ปรับพื้นที่ทำการเพาะพันธ์ุเลี้ยงปูนาเพื่อจำหน่าย และราคาปูนาก็น่าสน เพราะปูนาเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่องจึงไม่เป็นที่น่าห่วงสำหรับผู้เพาะเลี้ยงว่าจะไม่มีตลาดรองรับ ทั้งขายแบบปูนาเป็นๆ หรือจะดองเป็นปูดองไปขายก็ได้ราคาเพิ่มขึ้่นอีก ปูนา 1 ตัว ให้ลูกราว 700-800 ตัว อัตรารอด 500 ตัว ขายส่ง กก.ละ 50 บาท โดยธรรมชาติฤดูหนาวปูจะขุดรูจำศีล ฤดูนี้จะมีราคาแพง จากปกติราคา กก.ละ 50-60 บาท จะพุ่งขึ้นไปถึง 80-100 บาทเลยทีเดียว

8. ปลากัด

ปลากัดไทยเป็นปลาสวยงามที่นิยมเลี้ยงไว้ดูเล่นมาช้านาน แต่จะดีแค่ไหนถ้าเราเพาะเลี้ยงเพื่อทำเป็นอาชีพและสร้างรายได้ให้กับตัวเราเอง การเพาะเลี้ยงปลากัดก็มีเทคนิคการเพาะพันธ์ุขยายพันธ์ุแบบง่าย ๆ แต่ก็ต้องใส่ใจดูแลให้ดีนิดหนึ่ง การเลี้ยงปลากัดมักนิยมเลี้ยงในขวดหรือโหลขนาดเล็ก ไม่นิยมเลี้ยงร่วมกับปลาชนิดอื่น เพราะเป็นปลาที่ชอบสร้างอาณาเขตและมักจะไล่กัดปลาที่มีขนาดไล่เลี่ยกัน ส่วนราคานั้น เริ่มตั้งแต่ราคาตัวละ 10 บาทถึง 1,000 บาท ขึ้นอยู่กับความสวยงาม แถมมีออเดอร์ส่งออกไปอเมริกา อังกฤษ อิตาลี ฝรั่งเศสอีกด้วย

9. จิ้งหรีด

จิ้งหรีด เป็นแมลงที่พบทั่วไปตามธรรมชาติ โดยเฉพาะจิ้งหรีดแดงทองลาย (สะดิ้ง) ปัจจุบันคนนิยมเลี้ยงเพื่อบริโภคเป็นอาหาร โดยการทอดคั่ว แกง ห่อหมก และยำ จิ้งหรีดมีสารอาหารโปรตีนสูง ปลอดสารพิษ เลี้ยงง่าย ขยายพันธุ์เร็ว ให้ผลผลิตสูง เหมาะที่เกษตรกรจะนำมาเลี้ยงเป็นอาชีพเสริม ไว้บริโภคและจำหน่ายเพิ่มรายได้ วิธีการเลี้ยงแสนง่าย เพียงแค่ทำบ่อขนาดกว้าง 1 เมตร ยาว 2 เมตรครึ่ง สูง 70 เซนติเมตร ลงทุนบ่อละประมาณ 700 บาท แค่นี้ก็สามารถเลี้ยงจิ้งหรีดได้แล้ว สำหรับอาหารเลี้ยงจิ้งหรีด ใช้อาหารไก่เล็กผสมกับหยวกกล้วย ใส่น้ำลงไปเล็กน้อย เท่านี้ก็เป็นอาหารชั้นดี ทำให้จิ้งหรีดโตเร็วและลดต้นทุน เลี้ยงเพียง 30-45 วันก็สามารถเก็บออกขายได้สร้างรายได้ถึง กก. ละ 120-150 บาท กันเลยทีเดียว

10. ไก่ชน

ไก่ชน เป็นสัตว์เศรษฐกิจที่ช่วยให้เกิดมูลค่าของสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับวงการไก่ชนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสนามแข่งขัน ผู้ให้การสนับสนุน การขายลูกไก่ การขนส่ง รวมถึงตั๋วเข้าชมการแข่งขัน รวมแล้วหลายล้านบาทในแต่ละปี แน่นอนว่าการเลี้ยงไก่ชน แตกต่างไปจากการเลี้ยงไก่ทั่วไป เริ่มตั้งแต่การคัดเลือกสายพันธุ์ อาหาร การบำรุงรักษา ที่ต้องใช้ความพิถีพิถันมากเป็นพิเศษ ในวงการไก่ชนถ้าพูดถึงชื่อ “เจ้ามณีแดง” ทุกคนต้องร้อง อ๋อ….. เพราะเจ้าไก่ชนตัวนี้มีชื่อเสียงโด่งดัง และเป็นตัวจุดประกายให้ไก่ชนได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นหลายเท่าตัว โดยชนะเดิมพันสูงถึง 22 ล้านบาท ราคาไก่ชนนั้นเริ่มต้นที่หลักร้อย หลักพัน หลักหมื่น ไก่ชนที่มีค่าตัวแพงที่สุดคือ เจ้าเขี้ยวเงิน ค่าตัว 5,000,000 (5 ล้านบาท) เป็นไก่ชนจากซุ้มฉลองชัย ได้ขายให้กับ ชัยชนะฟาร์ม

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ สำหรับ “10 สัตว์สุดแปลกที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเลี้ยงเชิงเศรษฐกิจ” ที่เรานำมาแนะนำ สำหรับท่านใดที่สนใจสัตว์เศรษฐกิจประเภทไหน ก็ลองศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมนะครับ ทดลองแล้วได้ความอย่างไรก็นำมาบอกกล่าวกันครับผม

แหล่งที่มา : homehukbanna.com

Comments

comments