อย่าถอนทิ้งอีกนะ “ผักเบี้ยใหญ่” ไม่ใช่แค่วัชพืช แต่มีประโยชน์มากมายหลายคนไม่เห็นค่า รักษาได้ตั้งแต่หัวจรดเท้า เจ็บป่วยเป็นไข้ แก้ได้หมด

ผักเบี้ยใหญ่

ผักเบี้ยใหญ่ ชื่อสามัญ Purslane, Common purslane, Common garden purslane, Pigweed purslane
ผักเบี้ยใหญ่ ชื่อวิทยาศาสตร์ Portulaca oleracea L. จัดอยู่ในวงศ์ผักเบี้ย (PORTULACACEAE)

สมุนไพรผักเบี้ยใหญ่ มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ผักตาโค้ง (นครราชสีมา), ผักอีหลู ตะก้ง (อุบลราชธานี), ผักเบี้ยดอกเหลือง (ภาคกลาง), ผักอีหลู (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน), แบขี่เกี่ยง ตือบ้อฉ่าย (จีนแต้จิ๋ว) เป็นต้น

มีฤทธิ์สรรพคุณเป็นธาตุเย็น ตามบ้านเราจะเห็นได้ตามท้องถนนทั่วไป คล้ายวัชพืชที่ขึ้นตามซอกกำแพง คนจึงไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ แต่สรรพคุณมากมายเลยทีเดียว มีอะไรบ้างนั้น ไปดูกันเลยค่ะ

ผักเบี้ยใหญ่ มีโอเมก้า 3 สูงมากกว่าน้ำมันปลาเสียอีก ซึ่งกรดไขมันชนิดนี้ขึ้นชื่อในเรื่องการบำรุงสมอง เสริมสร้างความจำ อีกทั้ง อุดมไปด้วยสารเบต้าแคโรทีน

นอกจากนี้ ยังมีวิตามินซี ที่ช่วยแก้อาการโรคลักปิดลักเปิด แก้หวัด แก้ไอ ปกป้องผิวจากแสงแดด รักษาโรคผิวหนัง ต้านมะเร็ง ปกป้องหัวใจและสมอง

สามารถใช้ใบหรือยอดสดๆ พอกห้ามเลือด ทาแก้แมลงสัตว์กัดต่อย ช่วยรักษาโรคสะเก็ดเงินหรือ โรคเรื้อนกวางได้

สรรพคุณผักเบี้ยใหญ่ตามตำรับยา

ใบ : แก้ไอแห้ง แก้ขัดเบา เป็นยาขับปัสสาวะ แก้กระหายน้ำ ตำพอกหรือทาแก้แผลอักเสบบวม แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก แก้ริดสีดวงทวารปวดบวม

ทั้งต้น : แก้บิดถ่ายเป็นเลือด แก้แผลเน่าเปื่อยเป็นหนองเรื้อรัง แก้เหงือกบวม แก้เจ็บคอ เลือดออกตามไรฟัน แก้ไอ ขับเสมหะ ช่วยให้เจริญอาหาร ช่วยหล่อลื่นลำไส้ ช่วยห้ามเลือด

เมล็ด : ใช้ขับพยาธิ เป็นยาระบายอ่อน ๆ ช่วยขับปัสสาวะได้

น้ำคั้นของต้น : นำมาทาแก้แผลแมลงกัดต่อย หรือนำมาดื่มแก้หนองใน ปัสสาวะขัด

การเก็บมาใช้

ให้เก็บในระยะที่ใบและต้นเจริญงอกงามดีและกำลังออกดอก เช่น ในช่วงฤดูฝน ฤดูหนาว และให้เก็บในวันที่ไม่มีฝน โดยตัดมาทั้งต้น ล้างน้ำให้สะอาด ลวกน้ำร้อนแล้วรีบเอาขึ้นมาแช่ในน้ำเย็น เอาขึ้นมาผึ่งให้สะเด็ดน้ำ แล้วนำไปตากแห้งบนเสื่อเก็บเอาไว้ใช้ หรือนำมานึ่งแล้วใช้ได้เลย หรือจะใช้สดเลยก็ได้

วิธีและขนาดที่ใช้

ใช้ต้นแห้งหนัก 10-15 กรัม (ต้นสดหนัก 60-120 กรัม) ต้มเอาน้ำ หรือคั้นเอาน้ำกิน ใช้ภายนอก ผิงไฟให้แห้งบดเป็นผงผสมน้ำทา หรือต้มเอาน้ำชะล้างบริเวณที่เป็น

ขนาดและวิธีใช้

การใช้เพื่อช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ให้นำใบผักเบี้ยใหญ่ตากแห้ง 1 กำมือ นำมาชงกับน้ำร้อนดื่มก่อนอาหารเช้าและเย็น 

การใช้ประโยชน์ทั้งต้นใช้กินเป็นผักสด มีประโยชน์ต่อฟันมาก โดยน้ำคั้นที่ได้จากต้นเมื่อนำมาผสมกับน้ำมันกุหลาบ จะใช้อมเป็นยาแก้เจ็บคอ แก้เหงือกบวม และช่วยทำให้ฟันทนได้

ให้ใช้ต้นแห้งประมาณ 10-15 กรัม ถ้าสดให้ใช้ 60-120 กรัม นำมาต้มเอาน้ำหรือคั้นเอาน้ำกิน ส่วนการนำมาใช้ภายนอก ให้นำมาผิงไฟให้แห้งแล้วบดให้เป็นผงผสมกับน้ำทา หรือจะต้มเอาน้ำใช้ชะล้างบริเวณที่เป็นก็ได้

ข้อควรระวัง

– สตรีมีครรภ์ไม่ควรใช้ เนื่องจากพบว่า มีฤทธิ์ทำให้กล้ามเนื้อเรียบหดตัว

– ผู้ป่วยที่เป็นนิ่วในไตจึงควรระวังการใช้ นอกจากนี้ ผักเบี้ยใหญ่ยังมีปริมาณโพแทสเซียมสูง จึงควรระวังการใช้ในผู้ป่วยที่ต้องจำกัดปริมาณโพแทสเซียม เช่น ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่มีภาวะโพแทสเซียมสูง

– คนธาตุอ่อนท้องเสียง่าย ไม่ควรรับประทาน

– การรับประทานผักชนิดนี้ในปริมาณมาก ๆ จะทำให้เกิดอาการเป็นพิษทั้งในคนและสัตว์ โดยการเป็นพิษนี้จะเกิดจาก Oxalic acid ที่มีอยู่ในผักเบี้ยใหญ่

คุณค่าทางอาหารของผักเบี้ยใหญ่

จากข้อมูลของกองโภชนาการ กรมอนามัย ระบุว่า ส่วนยอดอ่อนของผักเบี้ยใหญ่ในปริมาณ 100 กรัม ให้คุณค่าทางอาหารดังนี้

  • พลังงาน 37 กิโลแคลอรี
  • โปรตีน 2.2 กรัม
  • ไขมัน 0.3 กรัม
  • คอเลสเตอรอล 7.9 กรัม
  • แคลเซียม 115 มิลลิกรัม
  • ฟอสฟอรัส 40 มิลลิกรัม
  • เหล็ก 1.4 มิลลิกรัม
  • วิตามินเอ 2,200 IU
  • วิตามินบี 1 0.06 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 2 0.14 มิลลิกรัม
  • ไนอะซิน 0.8 มิลลิกรัม
  • วิตามินซี 21 มิลลิกรัม

ส่วนมากคนนิยมนำยอดอ่อนและใบอ่อนของผักเบี้ยใหญ่มาทานเป็นผักสด ต้ม ลวก หรือทำเป็นผักสลัด ใส่ในไข่เจียว บ้างก็จิ้มกับน้ำพริก ทำน้ำบูดู หรือทำแกงส้ม เพราะมีรสชาติออกเปรี้ยว

ผักพื้นบ้านและสมุนไพรของไทย ๆ นี่ล่ะเป็นยาขนานเอกที่คนโบร่ำโบราณนำมาใช้รักษาอาการเจ็บป่วย แม้ว่าสมัยนี้คนเจ็บไข้ได้ป่วยจะหันไปพึ่งยาแผนปัจจุบัน

แต่ก็ยังมีการนำสมุนไพรไทยมาร่วมใช้บำบัดรักษาอยู่ไม่น้อย หนึ่งในนั้นก็คือ “ผักเบี้ยใหญ่” ของดีใกล้ตัวที่หาได้ไม่ยากเลย

[pp]

แหล่งที่มา: sharesodmedthai
เรียบเรียงโดย: samunpaisecrete

Leave a Reply

Your email address will not be published.