ไข่มดแดงกระป๋อง ของดีจากฝืนป่า สร้างรายได้และอาชีพอยากกินไม่ต้องไปหาเองแล้ว

“ไข่มดแดง” ได้ชื่อว่า เป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่สำคัญของคนชนบทมาตั้งแต่สมัยโบราณ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ประเมินคุณค่าทางอาหารพบว่า ไข่มดแดง มีโปรตีน 8.2 กรัมต่อไข่ 100 กรัม มีไขมันน้อยกว่าในไข่ไก่ เนื่องจากไข่มดแดงมีไขมันเพียง 2.6 กรัม เท่านั้น นอกจากนี้ ตัวมดแดงมีกรดน้ำส้ม ให้รสเปรี้ยว ใช้แทนมะนาวหรือน้ำส้มสายชูได้

ของป่าอย่าง “ไข่มดแดง” จะกลายเป็นของที่หารับประทานได้ง่ายขึ้น หลังชาวบ้านนำมาบรรจุกระป๋อง กับแบรนด์ที่ชื่อว่า “วนาทิพย์” ส่งขายทั่วไทย ทั้งขายเอง และผ่านโมเดิร์นเทรด รวมถึงส่งตามร้านอาหาร ก็แทบไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้าแล้ว

ทวีพงษ์ ปัญญาง ผู้จัดการฝ่ายการตลาดสหกรณ์การเกษตรในโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณหนองอึ่ง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูปจากของป่า ภายใต้แบรนด์ “วนาทิพย์” ขึ้นแท่นผลิตภัณฑ์ดีเด่นของ จ.ยโสธร และรางวัลโอทอประดับ 5 ดาว เผยว่า จากโครงการดังกล่าวฯ

แต่เดิมชาวบ้านก็เข้าไปเก็บของป่ามาจำหน่ายตามปกติ แม่มักจะเจอปัญหาในช่วงที่วัตถุดิบออกมามากเกินไปจนล้นตลาด จึงคิดหาวิธีแปรรูป โดยได้นักวิชาการเข้ามาช่วยเหลือ ทำการวิจัย และพัฒนาผลิตภัณฑ์ จนออกมาผลิตภัณฑ์ในรูปแบบของกระป๋อง ที่ช่วยถนอมอาหาร และยังขนส่งสะดวก

ทำให้สินค้าสามารถขยายตลาดไปได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะ ‘ไข่มดแดงกระป๋อง’ ที่ทางกลุ่มทำขึ้นเป็นแห่งแรกในไทย พร้อมตั้งชื่อว่า วนาทิพย์ สื่อถึงของดีที่อยู่ในป่า

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์บรรจุกระป๋อง ภายใต้แบรนด์ วนาทิพย์ ได้แก่ ไข่มดแดง เห็ดผอบ แม่เป้งคั่วเกลือ เห็ดโคน ที่ผู้บริโภคสามารถเปิดฝากระป๋องและรับประทานได้ทันที ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะออกตามฤดูกาล อย่าง ไข่มดแดง และแม่เป้ง จะมีมากในช่วงหน้าแล้ง ราคารับซื้ออยู่ที่ 300-600 บ./กก.

โดยไข่มดแดง 1 กก. จะบรรจุลงกระป๋องได้ 7-8 กระป๋อง (ขนาด 30 กรัม) ราคาส่งอยู่ที่ 180-200 บ. เก็บได้นาน 18 เดือน มีจำหน่ายทั้งปี ส่วนบรรดาสารพัดเห็ด จะมีมากในช่วงหน้าฝน นำมาใส่ในน้ำเกลือ คั่วเกลือ ก็ทำให้อยู่ได้นานขึ้น

ส่งผลให้ยอดขายของป่าทั้งหมด มีประมาณ 1.1 ล้านบาท/ปี แม้กำไรจะไม่มาก แต่ก็ช่วยทำให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้น ไม่เฉพาะผู้ที่เก็บของป่าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงแรงงานชาวบ้านในส่วนของการผลิต แปรรูป และบรรจุกระป๋อง บางรายได้มีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 5,000-10,000 บาทเลยทีเดียว

ถือเป็นตัวอย่างของชาวบ้านที่รวมกลุ่มกันเพื่ออนุรักษ์ป่า จนก่อเกิดประโยชน์มากมายแก่ชุมชน แถมสร้างรายได้และอาชีพในคราวเดียว เชื่อว่าบนเนื้อที่ 3006 ไร่ ในหนองอึ่ง จ.ยโสธร จะสร้างความอุดมสมบูรณ์สู่รุ่นลูกรุ่นหลาน ตราบใดที่ชาวบ้านยังมีหัวใจแห่งการอนุรักษ์ผืนป่า

หากท่านใดสนใจติดต่อได้ที่เบอร์นี้เลยนะคะ 095-658-0555

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *