“ลำไย” ไม่เพียงแค่หวานแต่สรรพคุณนานับการ

ขึ้นชื่อว่าลำไยก็ถือว่าเป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่สำคัญ และมีมูลค่าการส่งออกมากถึงปีละหลายพันล้านบาทแล้ว นอกจากนี้ยังสามารถนำมาปรุงเป็นขนมหวานได้เสียอีก เช่น ข้าวเหนียวเปียกลำไย รวมไปทั้งการนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าได้อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น ลำไยกระป๋อง ลำไยแช่แข็ง ลำไยอบแห้ง น้ำลำไย และไวน์ลำไย ส่วนคุณค่าทางโภชนาการ ได้มีการพบว่าในเนื้อผลของลำไยประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน เส้นใย แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินเอ วิตามินบี วิตามินบีสอง ไนอาซิน วิตามินซี กรดอะมิโน และน้ำตาลซึ่งทำให้ลำไยมีรสหวาน ได้แก่ กลูโคส ซูโครส และฟรุกโตส

รูปภาพประกอบ
รูปภาพประกอบ

-สำหรับสารโพลีแซคคาไรด์จากเมล็ด มีฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งปอด A549 และต้านเนื้องอกในหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดเนื้องอก และมีฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งรังไข่ SKOV3 และ HO8910 และเซลล์มะเร็งหลังโพรงจมูก HONE1  ส่วนสารโพลีฟีนอลในเมล็ดสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ Colo 320DM, SW480 และ HT-29 สารสกัดจากเปลือกผลซึ่งมีสารสำคัญ ได้แก่ gallic acid, ellagic acid และ corilagin สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งกระเพาะอาหาร SGC-7901 และเซลล์มะเร็งปอด A-549 ได้ แต่ไม่มีผลกับเซลล์มะเร็งตับ HepG2 เห็นไหมว่าลำใยผลเดียวมันมีสรรพคุณมากมายจริงๆ

และล่าสุดมีผลิตภัณฑ์ของสารสกัดจากลำไยซึ่งมีสรรพคุณช่วยในการบรรเทาอาการปวด ลดการอักเสบของข้อเข่า เส้นเอ็น และกล้ามเนื้อ และได้ออกวางจำหน่าย เมื่อศึกษาจากงานวิจัยพบว่า สารสกัดจากดอก เมล็ด กิ่ง เนื้อผล และเปลือกผล มีฤทธิ์ลดการอักเสบได้ทั้งในเซลล์เพาะเลี้ยงและสัตว์ทดลอง สารสกัดจากเมล็ดมีฤทธิ์ยับยั้งสารกระตุ้นการอักเสบ IL-1 ซึ่งทำให้เกิดการเสื่อมสลายของเซลล์กระดูกข้อเข่า แสดงว่าสารสกัดจากเมล็ดลำไยมีฤทธิ์ต้านการเสื่อมสลายของเซลล์กระดูกอ่อน และเป็นแนวทางในการนำมาพัฒนาใช้ในการรักษาโรคข้อเสื่อมได้ สารสกัดจากดอก  สารproanthocyanidin A2 และ acetonylgeraniin A ที่แยกได้จากดอก สารสกัดจากเมล็ดลำไย สาร gallic acid, corilagin และ ellagic acid ที่แยกได้จากเมล็ด มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ xanthine oxidase ลดระดับของกรดยูริกในเซลล์ตับ (clone-9 cells) และยังสามารถลดระดับของกรดยูริกในเลือดของหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดภาวะกรดยูริกในเลือดสูงได้ ซึ่งถือว่าเป็นการส่งเสริมผลของการใช้ลำไยมาช่วยในการรักษาโรคเก๊าท์ นอกจากนี้สารสกัดน้ำจากผลยังมีฤทธิ์กระตุ้นการสร้างกระดูกที่อาจช่วยป้องกันภาวะกระดูกพรุนได้อีก

นอกเหนือจากนี้ ลำไยยังมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาอื่นๆ ที่น่าสนใจมาก ได้แก่ ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และเชื้อยีสต์ ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส ฤทธิ์ช่วยเพิ่มความจำ ต้านการเป็นพิษต่อตับ ลดอาการวิตกกังวล ปกป้องเซลล์ประสาท ปกป้องสมอง ต้านการก่อกลายพันธุ์ ต้านความเหนื่อยล้า ต้านเชื้อไวรัสตับอักเสบซี และปรับระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย

รู้แล้วว่าลำไย เป็นผลไม้ที่มีคุณค่าในด้านเศรษฐกิจและอาหารแล้ว ยังมีคุณประโยชน์ในทางยาอีกด้วย จากคุณสมบัติเด่นในการต้านอนุมูลอิสระ ลำไยจึงมีศักยภาพที่จะนำไปพัฒนาเป็นสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติ และสามารถประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องสำอาง และยาอีกด้วย โดยเฉพาะสารสกัดจากเมล็ดและเปลือกลำไยที่พบว่ามีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาและสารสำคัญอีกหลายชนิดที่น่าสนใจ ซึ่งควรจะนำมาศึกษาเพิ่มเติมโดยเฉพาะการศึกษาในมนุษย์ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพ และเป็นการเพิ่มมูลค่าของวัสดุที่เหลือทิ้งจากการบริโภคอีกด้วย

รูปภาพประกอบ
รูปภาพประกอบ

อย่างไรก็ตาม การบริโภคอะไรก็ตามแต่ในปริมาณที่มากเกินไป ย่อมไม่ใช่สิ่งที่ดีเสมอไป โดยคนที่บริโภคลำไยมากเกินไป อาจจะเกิดโทษได้เช่นกัน… 

โดยตามหลักโภชนาการ เราควรที่จะกินผลไม้ 4-5 ส่วนต่อวัน และผลไม้ที่เรากินก็ควรมีความหลากหลาย ดังนั้นเราจึงควรกินลำไยในปริมาณที่เหมาะสมและควบคู่ไปกับการกินผลไม้อย่างอื่นด้วย คือควรกินลำไยไม่เกิน 1 ส่วนต่อวัน ซึ่งหากเป็นลำไยสดก็ประมาณ 6-10 ผล ส่วนลำไยแห้ง ควรกินเพียง 2-3 เม็ด เพื่อที่จะได้รับสารอาหารเพียงพอและไม่มากจนเกินไป

นอกจากนี้แล้ว ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน หรือมีอาการอาหารไม่ย่อยอารหาร ท้องอืด ท้องเสีย เป็นหวัด และเจ็บคอ ควรหลีกเลี่ยงการกินลำไยด้วย เพราะถึงแม้ว่าลำไยจะมีประโยชน์มากเพียงใด แต่ก็จัดอยู่ในหมวดผลไม้รสหวานจัด เนื่องจากมีปริมาณน้ำตาลค่อนข้างสูง และจัดอยู่ในหมวดผลไม้ที่มีฤทธิ์ร้อน หากกินมากจนเกินไปอาจส่งผลไม่ดีต่ออาการป่วยที่เป็นอยู่ได้นั่นเอง

ขอบพระคุณข้อมูลดีๆ จาก : สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

เรียบเรียงโดย : หลิวหล่าวซือ

 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *