การรักษาโรคไขข้ออักเสบโดยไม่ต้องผ่าด้วยน้ำขิง พร้อมสารพัดวิธีจากสมุนไพร

ขิงเป็นสมุนไพรที่อยู่คู่ครัวไทยมาช้านาน สรรพคุณของขิงมีสารพัด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องช่วยให้ร่างกายอบอุ่นรักษาไข้หวัด แต่ในปัจจุบันได้รับความนิยมในการรักษาโรคลิ่มเลือด, โรคไขข้อ, อาการปวดหลังปวดสะโพก รวมถึงโรคข้ออักเสบ ซึ่งทำให้เกิดประสิทธิภาพรักษาได้หายขาดโดยไม่ต้องรักษาโดยวิธีผ่าตัด

การใช้ขิงรักษาทำได้ 2 วิธี คือ

สำหรับกิน เพียงแค่คุณนำขิงบดครึ่งช้อนชาไปละลายในน้ำเดือดปริมาณ 150 ml แล้วปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที จากนั้นดื่มน้ำขิงวัน ละ 2 ครั้ง เป็นเวลาหนึ่งเดือน

สำหรับทา หากคุณต้องการใช้ทา ให้นำขิงแห้งที่บดเป็นผงประมาณ 30 – 40 กรัม หรือใช้ขิงสดประมาณ 100-140 กรัม ผสมกับน้ำสะอาด นำไปใส่ไว้ในห่อผ้าแล้ววางในหม้อของน้ำเดือด

จากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที ให้จุ่มผ้าฝ้ายในน้ำแล้วบิดให้หมาดๆ นำมาประคบไว้บริเวณที่ได้คุณปวด และที่สำคัญให้วางผ้าขนหนูแห้งทับไว้เพื่อให้มันอุ่นขึ้น คำแนะนำประคบทิ้งไว้ทุก 5-10 นาที กระทั่งผิวของคุณเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดง

สูตรประคบด้วยขิงแบบง่ายๆ

  1. เลือกเหง้าขิงสดมีความหนาประมาณ 3 นิ้ว 1 เหง้า
  2. ปอกเปลือกล้างให้สะอาด แล้วนำไปบดให้ละเอียด
  3. นำขิงที่บดละเอียดดีแล้วไปผสมกับน้ำมันมะกอก คนให้เป็นเนื้อเดียวกัน
  4. จากนั้นนำไปพอกบริเวณที่รู้สึกปวด ห่อไว้ด้วยผ้าพันเคล็ด (ace bandage) หรือผ้ากอซทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที แล้วล้างน้ำออก
  5. ทำได้บ่อยครั้งจนกว่าอาการปวดจะทุเลาลง

นอกจากนี้คุณสามารถใช้น้ำของมันของขิงในการนวดบริเวณที่เจ็บปวดได้เช่นกัน เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและน้ำเหลืองให้ดีขึ้น

การประคบน้ำขิงนอกจากช่วยรักษาโรคไขข้ออักเสบแล้ว ยังสามารถประคบเพื่อรักษาอาการ ปวดหลังปวด ประจำเดือน ปวดฟัน คอเคล็ด ปวดนิ่วในไต และ โรคหอบหืด ได้อีกด้วย แต่ถ้าประคบด้วยน้ำขิงแล้วยังไม่ดีขึ้น คุณสามารถใช้วิธีคลายปวดด้วยพลังสมุนไพรธรรมชาติ ดังนี้

วิธีลดอาการข้ออักเสบของข้อแบบชิล ๆ

จิบชาขิง

ขิง เป็นสมุนไพรที่เด่นในเรื่องของการบรรเทาอาการปวดไขข้อ มีหลายงานวิจัยบอกว่า ขิงมีกลไกออกฤทธิ์ช่วยบรรเทาอาการปวดที่คล้ายคลึงกับยาแก้อักเสบ ชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDS) กลไกการออกฤทธิ์นี้ช่วยบรรเทาอาการปวด และลดการอักเสบ ที่เกิดจากการติดเชื้อในร่างกายได้อย่างดี โดยไม่มีผลข้างเคียงใดๆ

วิธีที่จะได้คุณค่าจากขิงที่ง่ายที่สุดก็คือ ชาขิง โดยวิธีทำชาขิงคือ ใช้เหง้าขิงสดฝานบางๆ แช่ลงในน้ำอุ่นสักประมาณ 15 นาที ควรจิบอย่างน้อยวันละครั้ง จะช่วยบรรเทาอาการปวดลงได้เป็นอย่างดี

กินคลีนแบบเมดิเตอร์เรเนียนสไตล์

พฤติกรรมการกินอาหารก็มีส่วนทำให้อาการดีขึ้น จากผลวิจัยของประเทศสวีเดนพบว่าผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ควรหันมาเน้นอาหารเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งประกอบไปด้วยผักสด, ผลไม้สด, ธัญพืช, ปลา, น้ำมันมะกอก, ถั่ว กระเทียม, หัวหอมและสมุนไพร

เพราะอาหารสไตล์นี้จุดเด่นอยู่ที่น้ำมันมะกอก ซึ่งมีสารโอลีโอแคนทัล (Oleocanthal) จึงมีสรรพคุณใกล้เคียงกับยาแก้อักเสบชนิดไม่มีสเตียรอยด์ (NSAIDS)นั่นเอง โดยสารตัวนี้จะไปช่วยยับยั้งการผลิตฮอร์โมนโพรสตาแกลนดิน (Prostaglandin) ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดการอักเสบและอาการปวด

สูดดมน้ำมันหอมระเหย

การสูดดมกลิ่นของน้ำมันหอมระเหย ช่วยผ่อนคลายและบรรเทาอาการปวดได้ ผลการวิจัยของประเทศญี่ปุ่นพบว่า กลิ่นลาเวนเดอร์ช่วยลดระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลที่มีในร่างกาย

จึงทำให้รู้สึกผ่อนคลาย อาการปวดต่างๆ จึงบรรเทาลงด้วย นอกจากนี้ ข้อมูลงานวิจัยจากประเทศเกาหลีพบว่า ผู้ป่วยโรคปวดข้อจะมีอาการดีขึ้นหากได้กลิ่นน้ำมันหอมระเหยที่ฉุน เช่น กลิ่นมาร์จอแรม (Marjoram) กลิ่นโรสแมรี่ และกลิ่นเปปเปอร์มินต์ เป็นต้น

จิบชาคาโมมายล์

ชาคาโมมายล์ช่วยลดการอักเสบและการติดเชื้อบริเวณข้อต่อ จึงบรรเทาอาการปวดข้อได้ ในดอกคาโมมายล์มีสารเทอร์ฟีนอยด์ (Terpenoids) และสารไอโซฟลาโวนอยด์ (Isoflavonoids) ซึ่งมีคุณสมบัติบรรเทาปวด และต้านการอักเสบ เราจะชงเป็นชาอุ่นๆ จิบ หรือจะนำมาใช้แช่เท้าก็ได้

กรณีที่จะใช้สำหรับแช่เท้าต้องใช้ถุงชาคาโมมายด์ 4 ถุง แช่ในน้ำร้อน ทิ้งไว้นาน 20 นาที นำผ้าสะอาดจุ่มลงไปในน้ำชาแล้วใช้ประคบบริเวณที่รู้สึกปวด

ดื่มชาเขียวให้ได้วันละ 4 แก้ว

การดื่มชาเขียวสามารถลดความเสี่ยงเป็นโรคข้ออักเสบได้เช่นกัน ผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยเคสเวสเทิร์นรีเสิร์ฟ ในสหรัฐฯ พบว่า การดื่มชาเขียวประมาณ 4 แก้วทุกวันช่วยลดความเสี่ยงโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เนื่องจากสารต้านอนุมูลอิสระโพลีฟีนอลช่วยลดการติดเชื้อ และป้องกันกระดูกอ่อนไม่ให้ถูกทำลาย

กินอาหารที่มีวิตามินซี

วิตามินซีช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและยังช่วยลดสารอนุมูลอิสระที่ทำให้ข้อเสื่อมลงได้เช่นกัน จากผลการวิจัยพบว่า วิตามินซีมีประโยชน์กับโรคปวดข้อ เนื่องจากวิตามินซีช่วยให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น จึงทำให้อาการปวดบรรเทาลง อาหารที่มีวิตามินซีสูงมีมากในผัก ผลไม้รสเปรี้ยว เช่น ส้ม สตรอว์เบอร์รี เมลอน บรอกโคลี และพริกหยวกเป็นต้น

กินกรดไขมันโอเมก้าทรี

กรดไขมันโอเมก้าทรี ช่วยบรรเทาอาการอักเสบและติดเชื้อ แหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยโอเมก้าทรี คือ ปลาน้ำทะเลน้ำลึก เช่น แซลมอน, ทูน่า รวมทั้งปลาน้ำจืดไทยๆ เช่นปลาสวาย, ปลาช่อน นอกจากนี้ยังหาได้จากน้ำมันพืชด้วย เช่น น้ำมันคาโนล่า เป็นต้น

ถึงอย่างไรก็ตาม กรดไขมันโอเมก้า6 และไขมันทรานส์ ก็นับว่าเป็นศัตรูของอาการปวดข้อ เนื่องจากกรดไขมันเหล่านี้จะไปยับยั้งการผลิตฮอร์โมนโพรสตาแกลนดิน (Prostaglandin) ที่ทำให้อาการกำเริบ ตัวอย่างอาหารที่มีกรดไขมันโอเมก้า6 สูง ได้แก่ น้ำมันข้าวโพด เป็นต้น

หลีกเลี่ยงอาหารที่มีผลต่อการสร้างแอนติบอดี้

โรคข้ออักเสบถือเป็นภาวะร่างกายมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง โดยเฉพาะโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ดังนั้นสิ่งที่ควรระวังคืออาหารที่มีผลต่อการกระตุ้นสร้างแอนติบอดี ผลวิจัยจากมหาวิทยาลัยออสโล ในประเทศนอร์เวย์ พบว่าคนป่วยมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องไม่ควรบริโภคอาหารที่ทำให้ร่างกายกระตุ้นสร้างแอนติบอดี้มากเกินไป

ได้แก่ นมวัว, ไข่ไก่, ปลาคอด , เนื้อหมู, ข้าวโพด, ข้าวสาลี, ส้ม, ข้าวโอ๊ต, ข้าวไรย์, เนื้อวัว และกาแฟ เนื่องจากอาหารเหล่านี้จะไปกระตุ้นร่างกายให้ผลิตกรดไขมันไม่อิ่มตัว ชื่อกรดอะราคิโดนิก (Arachidonic acid) มากขึ้น จึงทำให้อาการปวดข้อกำเริบหนักขึ้น

เพิ่มเครื่องเทศที่มีกลิ่นฉุนลงในอาหาร

เครื่องเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องบรรเทาอาการปวด ได้แก่ พริกชี้ฟ้า, ขิง, ขมิ้น ซึ่งมีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการบวม ลดการหลั่งสารเคมีที่ทำให้รู้สึกปวด

วิธีที่จะได้รับคุณค่าจากเครื่องเทศเหล่านี้ก็ คือ ให้ใส่เพิ่มลงไปในอาหารที่ทานเป็นประจำ หรือซื้อเป็นเครื่องปรุงรส พวก ผงขมิ้น, พริกป่น และ ขิงผง เอาไว้เพิ่มรสชาติก็ได้

บำรุงร่างกายด้วยแคลเซียม

โรคปวดข้อรูมาตอยด์มีสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับกระดูกของเรา ดังนั้น ควรเพิ่มแคลเซียมให้ร่างกายจะได้ไม่เสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุน ปริมาณแคลเซียมที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน คือวันละ 1,000 มิลลิกรัม

สำหรับผู้หญิงในช่วงวัยหมดประจำเดือน ควรรับประทานแคลเซียมวันละ 1,500 มิลลิกรัม อาจเป็นการดื่มนมหรือรับประทานปลาตัวเล็ก กุ้งแห้ง กุ้งฝอย กะปิ เต้าหู้เหลือง กะหล่ำดอก เป็นต้น

ตัวช่วยระงับปวดแบบฉับพลัน ทำได้เอง ง่ายด้วย

นอกจากการกินที่อาจจะใช้เวลาในการเห็นผล เมื่อเกิดอาการปวดอย่างฉับพลัน สามารถใช้ 6 วิธีเหล่านี้ระงับอาการปวดได้ทันที

ประคบร้อน หรือ ประคบเย็น

หลายคนไม่รู้ว่าอาการปวด ควรประคบร้อนหรือเย็น จากข้อมูลศูนย์กายบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า การใช้ความร้อนและความเย็นนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัย ดังนี้

ให้สังเกตอาการปวดที่เป็น ว่าเป็นแบบเฉียบพลันหรือแบบเรื้อรัง

  • ประคบเย็น เมื่อคุณได้รับการบาดเจ็บแบบเฉียบพลันและมีอาการบวม
  • ประคบร้อน เมื่อคุณมีอาการปวดเรื้อรัง หรือเป็นๆ หายๆ เนื่องจากความร้อนช่วยลดอาการตึงของกล้ามเนื้อนั่นเอง

ให้สังเกตโรคประจำตัว เพราะความร้อนและความเย็นล้วนมีผลต่ออาการของโรค

  1. โรคความดันโลหิตสูง ถ้าหากจำเป็นต้องประคบเย็น แต่ต้องระมัดระวังที่สุด เพราะความเย็นอาจมีผลต่อการหดตัวของหลอดเลือด จะทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้นได้ รวมถึงอาการผิดปกติบางประการด้วย เช่น ปวดหัว หรือ หน้ามืด
  2. โรคแพ้ความเย็น ห้ามประคบเย็น เนื่องจากจะทำให้เกิดผื่นแดงอย่างรุนแรง
  3. โรคมะเร็งที่ทำการรักษาโรค ควรหลีกเลี่ยงการประคบร้อน
  4. โรคที่มีผลต่อความรู้สึกของผู้ป่วย เช่น โรคเบาหวาน ที่อาจทำให้มีอาการชา หากประคบเย็นหรือประคบร้อนมากเกินไป หรือใช้เวลานานเกินไป ก็อาจเกิดอันตรายได้

ออกกำลังกายในน้ำ

ผลการวิจัยจากไต้หวันพบว่า ออกกำลังกายในน้ำเป็นการเคลื่อนไหวร่างกายได้ทุกส่วน คล้ายกับการเต้นแอโรบิก จึงช่วยบรรเทาอาการปวดหัวเข่าได้

และเพิ่มความยืดหยุ่นให้ข้อต่อบริเวณสะโพก เพิ่มความแข็งแรงให้ร่างกายทุกส่วน กรณีที่ผู้ป่วยเป็นโรคปวดข้อและอายุมากอาจว่ายน้ำไม่ไหว แนะนำให้บริหารกายในน้ำดู เช่น แอโรบิกน้ำ (Aqua Fitness)

ไม่ใช่แค่ผลวิจัยจากต่างประเทศเท่านั้นที่ยืนยันในเรื่องนี้ การแพทย์ในบ้านเราก็แนะนำเช่นกัน เผยว่า การออกกำลังกายในน้ำเหมาะกับคนที่มีน้ำหนักตัวมาก, ผู้ที่มีปัญหาเรื่องข้อเข่า, ข้อเท้า และหลัง เนื่องจากน้ำจะช่วยรองรับน้ำหนักตัว ลดแรงกดที่ข้อเท้าปลอดภัยกว่าการออกกำลังกายบนบก ดังนั้นวิธีนี้จึงเหมาะกับผู้สูงอายุที่สุด

ฟังเพลง

วิธีผ่อนคลายอาการปวดข้อที่มีผลต่ออารมณ์ของเราก็คือ การฟังเพลงโปรด เนื่องจากในขณะที่เราฟังเพลงร่างกายจะกระตุ้นสร้างฮอร์โมนและความสุขออกมา ทำให้คลายอาการ ตึงเครียด จึงช่วยบรรเทาอาการปวดได้

สัมผัสแสงอาทิตย์อ่อนๆ

แสงแดดอ่อนๆ ในยามเช้าช่วยให้อาการปวดข้อดีขึ้นได้จริง จากผลการวิจัยพบว่า การได้รับวิตามินดีในแต่ละวัน ช่วยป้องกันข้อต่อถูกทำร้าย เนื่องจากโรคข้อกระดูกอักเสบได้

ซึ่งการสัมผัสกับแสงแดดยามเช้าทำติดต่อกันประมาณ 3 สัปดาห์ ก็ทำให้ได้รับวิตามินอย่างเพียงพอแล้ว นอกเหนือจากแสงแดดในตอนเช้าแล้วเรายังสามารถเพิ่มวิตามินดีได้ด้วยการกินกลุ่มผลิตภัณฑ์นม เช่น ชีส นมวัว เป็นต้น

นวด

เมื่อไรที่มีอาการปวดข้อ ขอให้นึกถึงการนวด เพราะการนวดช่วยกระตุ้นให้เลือดลมไหลเวียนดี ช่วยคลายอาการตึงของเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อ ยังเป็นการคลายผังพืดที่หดเกร็ง ให้คลายตัว ดังนั้นใครที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย แนะนำให้นวดอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง

กินอาหารเสริมน้ำมันปลา หรือน้ำมันตับปลา

การกินอาหารเสริมด้วยน้ำมันปลา (Fish oil) และน้ำมันตับปลา (Cod Liver oil) จะช่วยบรรเทาอาการปวดข้อได้ เนื่องจากมีผลการวิจัยในประเทศอังกฤษ

ผู้ที่กินน้ำมันตับปลาเป็นประจำร่างกายจะเกิดการสร้างผังพืดทำลายกระดูกอ่อนได้น้อยลงกว่าคนที่กินยาแก้ปวดเป็นประจำ

เนื่องจากอาหารเสริมน้ำมันปลา หรือน้ำมันตับปลานั้นมีไขมัน EPA และ DHA ที่มีคุณสมบัติช่วยลดการปวดข้อและข้ออักเสบรูมาตอยด์

โรคไขข้ออักเสบเป็นโรคที่เกิดขึ้นเราได้ง่ายๆ จากพฤติกรรมใกล้ตัว เช่น คนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย ไม่ค่อยยืดเส้นยืดสาย คนที่เดินขึ้นลงบันไดสูงบ่อยๆ หรือการนั่งยองๆ งอเข่าเป็นเวลานาน หรือกระทั่งการที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคได้

พฤติกรรมเหล่านี้ถ้าเลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง แต่ถ้าเป็นขึ้นมาแล้วเราก็ต้องหาทางแก้ไข ซึ่งสามารถหยิบยกเอาวิธีต่อไปนี้ไปปรับใช้กับตัวเองอย่างเหมาะสมได้อีกด้วย ยังไงก็ต้องลองดูนะคะ

[pp]

แหล่งที่มา : สาระดีดี

Leave a Reply

Your email address will not be published.